เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา PBIC ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานเสวนาวิชาการร่วมกับ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นการเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของ ผศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช รองคณบดีฝ่ายวิชาการของ PBIC โดยมีแขกรับเชิญผู้ทรงคุณวุฒิอันได้แก่ รศ.ดร.นภดล ชาติประเสริฐ ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ และ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มาร่วมการเสวนาในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังเสวนาในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเช่น มติชน ไทยรัฐ the opener ไทยพีบีเอส ฯลฯ ในการมาทำข่าวเผยแพร่งานเสวนาในครั้งนี้

ในส่วนเนื้อหาของงานเสวนาได้กล่าวถึงการเมืองภายในของประเทศเมียนมาในมิติต่างๆ โดยเริ่มที่ผศ.ดร.ดุลยภาค ได้อธิบายถึงลักษณะทางการเมืองของประเทศเมียนมาที่ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีลักษณะการปกครองแบบรัฐเสนาธิปัตย์ ทหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนกระทั่งในปีค.ศ. 2011 ประเทศเมียนมาได้เริ่มมีการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็น “รัฐกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตยกึ่งเอกรัฐกึ่งสหพันธรัฐ” นั่นคือการปกครองในประเทศเมียนมากำลังเดินทางเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยในรูปแบบที่ทหารยังคงสามารถควบคุมได้ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลอำนาจกับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง และ ควบคุมสภาแห่งภูมิภาคในรัฐต่างๆ ให้สิ่งต่างๆเป็นไปในรูปแบบที่ทหารต้องการ ซึ่งในจุดนี้รศ.ดร.นภดล ได้ให้ข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญของรัฐบาลทหารเมียนมานั้นมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญของนายพลซูฮาโตแห่งอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก คือเป็นรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการรักษาอำนาจของรัฐบาลทหารซึ่งถ้าหากนำเปรียบเทียบกับประเทศไทยจะพบว่า ประเทศไทยเองก็กำลังเดินทางเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย ภายใต้การควบคุมของทหารที่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการควบคุมเช่นเดียวกัน

แต่รัฐธรรมนูญก็มิได้เป็นเครื่องมือเพียงชิ้นเดียวที่ถูกใช้ในการรักษาอำนาจ การทำความเข้าใจความเชื่อของประชาชนและเดินตามความเชื่อเหล่านั้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่รัฐบาลของทั้งเมียนมาและไทยได้นำมาใช้ควบคู่กันไปกับการใช้รัฐธรรมนูญอย่างได้ผล ซึ่งศ.ดร.สุเนตร ได้ยกตัวอย่างการยกฉัตรเจดีย์ของรัฐบาลทหารเมียนมา ที่ในอดีตมีเพียงกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมากเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณากันในรายละเอียดแล้วจะพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างกัน โดยศ.ดร.ชาญวิทย์ได้กล่าวถึงเรื่องของการสร้างความเป็นชาติที่รัฐไทยสามารถทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีความรู้สึกร่วมว่าตนเองเป็นคนไทยได้ในขณะที่เมียนมายังไม่สามารถทำได้ หรือที่ ผศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวถึงถึงสภาพของการเมืองในประเทศไทยที่ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจอย่างชัดเจนและมีการปะทะกันอยู่เป็นระยะๆ ในขณะที่รัฐบาลเมียนมามีการปะทะกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หลายกลุ่ม สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องถูกนำมาพิจารณาร่วมกันทั้งสิ้น ในการวิเคราะห์รูปแบบความเป็นประชาธิปไตยที่กำลังจะมาในอนาคต โดยในกรณีของเมียนมานั้น วิทยากรได้ทิ้งคำถามไว้ให้เราคิดอย่างน่าสนใจว่า เนื่องจากความนิยมของพรรค NLD ในปัจจุบันนั้นเกิดจากความนิยมในตัวบุคคล คือนางอองซานซูจี จึงเป็นที่น่าขบคิดว่าหากพ้นจากยุคของอองซานซูจีแล้ว พรรค NLD จะเป็นอย่างไร และ การเดินทางของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของประเทศเมียนมานั้นจะเป็นไปในรูปแบบไหน เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราต้องจับตาดูกันต่อไปในอนาคต

ผู้สนใจสามารถอ่านบทความของมติชนได้ที่ >> https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_2434564

หรือ Download บทความฉบับหนังสือพิมพ์ได้ >> ที่นี่

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *